ลองขี่ F 900 XR และ F 900 R สองสไตล์หลากบุคคลิก เปี่ยมด้วยเทคโนโลยี

โฉมหน้าของ F 900 R และ F 900 XR

คล่องแคล้ว ใช้งานง่าย พัฒนามาอย่างสมบูรณ์แบบ

นี่คือสิ่งที่สามารถอธิบายได้ถึงเจ้า BMW F 900 XR และ BMW F 900 R แม้ว่าเครื่องยนต์จะถูกพัฒนามาจาก F 850 GS แต่บอกได้คำเดียวว่ามันคือรถคันใหม่ ที่มีบุคคลิกที่ต่างกัน และเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยี หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทย กับเจ้า BMW F 900 XR และ F 900 R เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในงาน Motor Show 2020 ครั้งนี้ทาง BMW Motorrad ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้ทางสื่อมวลชน รวมไปถึงพวกเรานิตยสาร BMWCar Magazine Thailand เข้าร่วมทดสอบ สมรรถนะและศักยภาพของเจ้า BMW F 900 XR และ F 900 XR ก่อนที่เราจะลงลึกไปถึงการขับขี่ มาทำความรู้จักลักษณะทางกายภาพของทั้งสองรุ่นกันก่อน

F 900 XR สปอร์ตทัวริ่ง ยุคใหม่ที่ล้ำสมัย

“F 900 XR สปอร์ตทัวริ่ง ยุคใหม่ที่ล้ำสมัย”

หากพูดถึง F 900 XR ต้องขอบอกเลยมันถอดแบบมาจากพี่ใหญ่ของรุ่นอย่าง S 1000 XR ทั้งขุมพลัง และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งต้องบอกว่ามี 3 รุ่นย่อย 3สี คือ สีขาว Light White ที่เป็นรุ่นล่างสุด และสีทอง Galvanic gold metallic แบบ Exclusive Style และ สีแดง Racing Red แบบ Sport Style สำหรับมิติตัวรถ F900 XR นั้นมีขนาด 2,160 x 860 x 1,320 – 1,420 มม. (ยาว x กว้าง x สูง) น้ำหนักตัวรถเมื่อเติมน้ำมันเต็มถังประมาณ 219 กิโลกรัม ถังน้ำมันจุ 15.5 ลิตร และมีถังสำรองใหอีก 3.5 ลิตร

F 900 XR ทั้ง 3 สี

รูปลักษณ์ภายนอก เริ่มกันที่โคมไฟหน้า LED ที่มีทรงแหลมเป็นเอกลักษณ์ รับกับแฟริ่งข้างมาพร้อมแถบไฟ DRL หรือ Daytime Riding Light  ซึ่งที่พิเศษกว่าคือ ในสีทองและสีแดงนั้น เราจะได้ ระบบ Adaptive Headlights มาด้วย ส่วนชิลด์หน้าบังลม ของสีทองและสีแดงจะมีความแตกต่างกัน โดยตัวสีทองจะมีลักษณะชิลด์หน้าที่สูงกว่าเพื่อการตัดลมในการขี่ทางไกลที่ดีกว่า

ไฟหน้า LED พร้อม Daytime Riding Light

มากันที่ชุดมาตรวัด (Dash Board) ต้องบอกว่ามันคือไฮไลต์หนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นส่วนที่สามารถทำให้เราได้เล่นสนุกได้หลายอย่างมาก ด้วยขนาดจอ 6.5 นิ้ว ชนิด TFT ซึ่งมากับรถจักรยานยนต์ของ BMW รุ่นใหญ่แทบทุกรุ่น ที่มีค่าหลายอย่างให้ดูและปรับแต่ง ตั้งแต่รอบเครื่อง ความเร็ว ไฟบอกเกียร์ สถานะแจ้งเตือน อุณหภูมิอากาศ แต่จุดเด่นคือเราสามารถปรับมาตรวัดให้อยู่ในรูปแบบ Sport Mode ที่มีการแสดงค่าอื่นๆเพิ่มอีก ทั้งระบบ DTC (Dynamic Traction Control), น้ำหนักของการใช้เบรค, องศาการเอียงของรถขณะเข้าโค้ง

Dashboard TFT 6.5 นิ้ว ปรับเป็น Sport Mode

นอกจากนี้ยังหมวด My Vehicle ที่แสดงข้อมูลสถานะของรถ หมวด Trip Computer แสดงระยะการเดินทาง และอีกจุดนึงที่นับได้ว่าเด่นคือการเชื่อมต่อกับ Smart Phone ของเราผ่าน Application BMW Motorrad Connected ที่สามารถแสดง GPS ผ่านจอในขณะขับขี่ผ่านหมวด Navigator การรับโทรศัพท์หากมีอุปกรณ์บลูทูธในการเชื่อมต่อในหมวด Telephone และ หมวด Media ที่ทำให้เราเล่นเพลงจากเพลย์ลิสต์ในโทรศัพท์เราได้ โดยเจ้าแอพลิเคชั่นสามารถบันทึกสถานะต่างๆไว้ในแอพได้แบบหมดจด

BMW Motorrad Connected

ชุดสวิชท์ควบคุม

ในส่วนของประกับควบคุมนั้น เราคงคุ้นเคยกันดีแล้ว ก็เหมือนสวิทช์มาตรฐานของจักรยานยนต์ทั่วไป มีสวิชท์เปลี่ยน Mode การขับขี่ซึ่งจะขอพูดในภายหลังในเรื่องของ Mode ในส่วนของสีแดงและสีทองจะมีออพชั่นเสริมในเรื่องของการเปิด/ปิดระบบ DRL การเปิด/ปิดระบบ Cruise Control การเปิดปิดระบบ Heated Grips ที่ให้ความอุ่นกับมือ แต่ไม่ได้มีมาให้ในตัวสีขาวมาตรฐาน และสุดพิเศษอีกจุดของตัวสีทองคือจากมีการ์ดแฮนด์ Hand Protection

มาถึงถังน้ำมันของรถต้องบอกว่า F 900 XR นั้นเป็นจักรยานยนต์ที่เป็นระบบ Keyless ทำให้ทั้งสวิทช์สตาร์ท รวมถึงถังน้ำมันไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจไข สะดวกต่อผู้ขับขี่เป็นอย่างมาก ส่วนเบาะรถนั้นเป็นเบาะตอนเดียวบุโฟมมารับกับรูปแบบการนั่ง หนาและสบาย และก่อนที่จะลงไปถึงช่วงล่างของตัวรถ ขอพูดถึงชุดไฟท้ายซึ่งเป็น LED ที่มาความสว่าง และแยกจากท้ายรถมาอยู่กับชุดป้ายทะเบียนและไฟเลี้ยว ซึ่งเรามักพบการดีไซน์ในจักรยานยนต์ BMW บ่อยๆครั้ง และมันรับกับรูปทรงของตัวรถได้เป็นอย่างดี

ถังน้ำมันและกุญแจแบบ Keyless

เอาละลงมาถึงช่วงล่าง ชุดล่างกันบ้าง เริ่มจากระบบกระเทือนล้อหน้า เป็น Upside down shock ขนาด 43 มม. ในส่วนล้อหลังระหว่างสวิงอาร์มมจะเป็นโช็คเดี่ยวที่สามารถปรับค่าความแข็งนิ่มผ่านสตรัท เฉพาะสีขาว แต่ถ้าเป็นตัวสีทองและสีแดงจะมาพร้อมโช้คไฟฟ้า Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment) ซึ่งความพิเศษของมัน คือแปรผันไปตามอุปสรรคบนถนนที่เจอ พร้อมเปลี่ยนแปลงค่าการยุบตัวและความหนืด ที่สำคัญมันเกี่ยวข้องกับๅ Mode การขับขี่

โช้คไฟฟ้า Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment)

กลับมาที่ชุดล้อ ใช้ล้อแม็กอลูมิเนียม ขนาดล้อหน้า 3.50″ x 17″ มากับยางขนาด 120/70 ZR 17 ขณะที่ล้อหลังขนาด 5.50″ x 17″ กับยางขนาด 180/55 ZR 17 ส่วนระบบเบรคชุดหน้าเป็น ดิสด์เบรคคู่ ขนาดจานเบรค 320 มม. มากับคาลิปเปอร์ เรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ จาก Brembo ส่วนจานเบรคหลังขนาดจาน 265 มม. กับคาลิปปอร์ 1 ลูกสูบจาก Brembo เช่นกัน ซึ่งได้ติดตั้งระบบ ABS Pro รวมไปถึง DBC หรือ Dynamic Brake Control ซึ่งจากการที่ผมทดสอบบอกได้เลยว่า BMW เซ็ตอัพในเรื่องดังกล่าวมาได้ดีมาก จะขอพูดในส่วนฟิลลิ่งการขับขี่

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยและเป็นพระเอกของงานนี้ คือ เครื่องยนต์  ขนาด 895 cc 2 สูบเรียง DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยทำแรงม้าได้ถึง 105 แรงม้าที่ รอบเครื่อง 8,750 รอบต่อนาที และสร้างแรงบิดได้ 92 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่อง 6,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้ถูกพัฒนามาจาก F850GS ตัวเก่าที่มีขนาด 853cc  สิ่งที่สังเกตเพิ่มได้อีกคือเรื่องความสั่นสะเทือนของตัวเครื่องยนต์ที่ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีการปรับข้อเหวี่ยงใหม่ การขับขี่จึงทำได้ดีกว่าเดิม

ขุมกำลังเจ้า F 900 XR

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างประทับใจ หลายๆคนคงจะรู้จัก สลิปเปอร์คลัช โดยสลิปเปอร์คลัชทั่วๆไปมันจะไม่ได้ทำงานแบบแปรผัน แต่ทาง BMW ได้พัฒนาเจ้าสลิปเปอร์คลัชที่มาพร้อมกับระบบ MRS หรือ ระบบควบคุมการเบรกของเครื่องยนต์ ที่มันสามารถหน่วงรถได้ดีแปรผันไปตาม Mode ต่างๆในการขับขี่ ทั้งนี้ BMW ยังได้ใส่ Gear Shift Assistant  Pro หรือ ควิกชิฟท์เตอร์ที่เป็นแบบ 2 ระบบ ทั้งเพิ่มเกียร์และลดเกียร์สะดวกต่อผู้ขับขี่เพิ่มมากขึ้น

“F 900 R Dynamic Roadster”

F 900 R ทั้งสามสี

สำหรับเจ้า F 900 R ผมขออธิบายถึงจุดที่แตกต่างกับ F 900 XR  ซึ่งมีด้วยกัน 3 สี คือ ดำ Black storm metallic น้ำเงิน San Marino blue metallic และ สีเงิน/แดง  Hockenheim Silver metallic แบบ Sport Style สำหรับมิติตัวรถ F900 R นั้นมีขนาด 2,140 x 815 x 1,130 มม. (ยาว x กว้าง x สูง) ถังน้ำมันจุ 13 ลิตร แต่มีถังสำรองไว้ให้อีก 3.5 ลิตร ใช้โครงสร้างเฟรมแบบ Bridge-type frame, steel shell construction และเนื่องจากเป็น Naked Roadster แฟริ่งหน้าก็จะเปลื่อยแตกต่างจากตัว XR แน่นอน รวมถึงส่วนสูงของตัวรถ ซึ่งในแต่ละสี ซึ่งเป็นรุ่นย่อย ก็จะมีออพชั่นที่แตกต่างกันไป ส่วนหลักที่ต่างกับเจ้า XR คือ เฟืองเกียร์ในเครื่องยนต์ ที่มีอัตราทดจัดจ้านกว่าตัว XR และโช๊คอัพหลัง ที่สั้นกว่าราวๆ 30 มม. ทำให้การเข้าโค้งหรือ พลิกรถในการขับขี่ทำได้คมกว่า นอกนั้นความแตกต่างคงไม่ต่างกันมาก เอาละไปพูดถึงการขับขี่ดีกว่า

ช่วงหน้าแบบ Naked ไฟ DRL พร้อมโลโก้ R

แฟริ่งข้าง แบบ Naked

ขี่ง่าย กระชับ นุ่มนวล

การขับขี่ผมจะพูดรวมๆทั้งสองรุ่นทั้ง F 900 XR และ F 900 R ซึ่งแน่นอนความรู้สึกแรกที่ผมคิดมันต้องเป็นรถที่หนัก ที่น่าจะควบคุมได้ยาก แต่ผิดคาด มันกลับเป็นรถที่ขี่สนุก ควบคุมได้ง่ายโดยเฉพาะ Mode ต่างๆที่ทำมาให้จะเห็นถึงความแตกต่างได้ชัดเจนซึ่งประกอบไปด้วย 3 Mode คือ Rain Mode, Road Mode และ Dynamic Mode โดยในส่วนเส้นทางทดสอบนั้น เริ่มต้นจากที่สนาม Enduro Park Thailand อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มุ่งหน้าสู่โรงงาน BMW Manufacturing (Thailand) ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง แล้ววิ่งเข้าไปพักที่ อ.เมือง จ. ระยอง ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะขี่กลับมาไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ก่อนมุ่งหน้าสู่ สนาม Enduro Park Thailand อีกครั้ง รวมแล้วระยะทางอยู่ที่ราวๆ 350 กิโลเมตร เส้นทางทดสอบเต็มไปด้วยทุกสภาพอากาศทั้งร้อนและฝน

เส้นทางระหว่างการทดสอบ ที่มีทั้งร้อนและฝน

ในส่วนของการขับขี่นั้น  Rain Mode เป็นโหมดที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย เนื่องจากระบบช่วยทุกอย่างจะทำให้คุณขี่ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น DTC ที่ทำงานเต็มระบบและทำงานก่อนอาการเกิด ระบบเบรค ABS Pro ที่ทำงานได้ดีร่วมกับเจ้า DBC เมื่อเรากำเบรคในจุดที่คิดว่ามันต้องลื่นแน่ๆ แต่เบรคจะไม่จับทันทีมันจะประมวลผลอย่างรวดเร็วและปรับแรงดันน้ำมันเบรค ให้เหมาะกับอุปสรรคตรงนั้น และ Engine Brake จากสลิปเปอร์คลัชแบบ MRS ที่หน่วงรถนานกว่าปกติ นอกจากนี้คันเร่งไฟฟ้าใน Rain Mode นี้จะทำงานอย่างละเอียด รถจะค่อยๆเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ เมื่อเราเปลี่ยน Mode เป็น Road Mode ส่วนต่างๆก็จะถูกปลดล็อคมากขึ้น การทำงานของความปลอดภัยทุกอย่างจะทำงานพร้อมอาการ และเมื่อเปลี่ยนเป็น Dynamic Mode การตอบสนองทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่สนุกขึ้น ส่วนระบบความปลอดภัยก็จะทำงานช้าลงเล็กน้อย ผมคงไม่พูดถึงออพชั่นเสริมอย่าง Mode Dynamic Pro เนื่องจากต้องติดตั้งภายหลังหากใครต้องการ ต้องบอกว่า Mode ทำให้บุคคลิกรถเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ด้านการทำงานของ Gear Shift Assistant  Pro หรือ ควิกชิฟท์เตอร์ที่เป็นแบบ 2 ระบบ ทั้งการเพิ่มเกียร์และลดเกียร์ สามารถทำงานได้เรียบตั้งแต่เกียร์ 3-6 แต่เกียร์ 2 จะมีอาการกระตุกเล็กน้อย ทั้งนี้เมื่อจับจังหวะรอบเครื่องได้ดีแล้ว การเตะเกียร์จะเรียบเนียนในทุกๆเกียร์ ในส่วนของอัตราเร่งต้องขอบอกว่ากำลังอัด 13.1:1 นั้นทำให้รถตอบสนองมือได้อย่างสนุก และกำลังแรงบิดที่ 92 นิวตันเมตร ทำให้เราสามารถเรียกกำลังรถได้อย่างใจนึก ด้านย่านกำลังของตัวรถที่กว้าง สามารถเรียกได้ตั้งแต่รอบต้นไปถึงรอบปลายในระยะสั้นๆ ผมสามารถทำความเร็วได้ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่นั่นยังไม่ใช่ท็อปสปีดของทั้งสองรุ่น ความแตกต่างระหว่าง XR และ R คือ เจ้า XR จะมีเฟืองเกียร์ที่ยาวกว่าทำให้รอบเครื่องไม่จัดจ้านเท่าเจ้าตัว R ด้านการใช้เบรคนั้นต้องบอกว่า ด้วยระบบ ABS Pro และ DBC ที่ฉลาด การเบรครถจึงทำได้อย่างมั่นใจไม่ว่าคุณจะใช้เบรคหนักขนาดไหน องศารถจะเอียง พื้นจะลื่น เจ้า DBS ก็จะมาช่วยคำนวนให้คุณเสร็จสรรพ

ในส่วนของการเข้าโค้ง ความแตกต่างของทั้งสองรุ่นมีแน่นอน เนื่องจากเป็นรถคนละประเภท แม้จะมีหลายอย่างๆที่คล้ายๆกัน แต่ด้วยส่วนสูงของรถ และความสูงของโช๊คอัพ การเข้าโค้งต้องบอกว่า F 900 R สามารถทำได้ดีกว่า ทั้งการพลิกรถ การเข้าโค้งที่คมกว่า และความหนืบของช่วงล่างที่มีมากกว่า ส่วน F 900 XR นั้นจะออกแนวโคลงกว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่หากวิ่งใน Rain Mode และ Road Mode แต่จะมีอาการเหวอๆเล็กน้อยสำหรับ Dynamic Mode

สรุปหากใครที่กำลังเล็งรถจักรยานยนต์ขนาดระหว่างมิดเดิลเวท-เฮฟวี่เวท F 900 XR และ F 900 R เป็นตัวหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบสปอร์ตไบค์ แต่เมื่อมาขี่เจ้าสองตัวนี้กลับติดใจและชอบมันทั้งออพชั่นที่ให้มา ระบบความปลอดภัยของตัวรถที่ฉลาดมีมากกว่ารถต่างๆในพิกัดไล่เลี่ยกัน สามารถใช้ในชีวิตประจำวันทั้งในเมืองและออกต่างจังหวัด แถมบุคคลิกของรถทำที่ให้ผู้ขี่สามารถปรับได้จาก Mode วันไหนอยากขี่ง่ายๆสบายๆ ใช้ Rain Mode วันไหนเร่งรีบหน่อยก็เปลี่ยนเป็น Road mode วันไหนนึกอยากได้อารมณ์สปอร์ต ขี่สนุกก็ปรับเป็น Dynamic Mode เชื่อว่าใครที่เป็นสายสปอร์ตแล้วไม่ชอบ Touring และ Naked อาจจะมีใจให้เจ้า F 900 XR และ F 900 R แน่นอน

#BMWCarMagazineTH #BMW #BMWTH #BMWMotorradTH

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *